/**/
home about us contact us advertising rate admin login sitemap
หัวข้อ :
เนื้อหา :

 

เครื่องหมาย CE ย่อมาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า “Conformite Europeene ซึ่งมีความหมายเดียวกับคำใน ภาษาอังกฤษคือ “European Conformity” เดิมทีใช้เครื่องหมาย EC แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นเครื่องหมาย CE อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2536

 

เครื่องหมาย CE ที่ปรากฏอยู่บนสินค้าเป็นเครื่องหมายที่แสดงการรับรองจากผู้ผลิต (Manufacturer’s Declaration) ว่าสินค้านั้น มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป การมีเครื่องหมาย CE กำกับบนสินค้าจะทำให้สินค้านั้นสามารถวางจำหน่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีในเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ European Economic Area (EEA) ซึ่งประกอบด้วยสหภาพยุโรป หรือ European Community (EU) และ สมาคมการค้าเสรียุโรป หรือ European Free Trade Association (EFTA) ยกเว้นประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยสมาชิกแต่ละประเทศจะดำเนินการออกกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสหภาพยุโรป หรือ EC Directives ที่กี่ยวข้องกับการใช้เครื่องหมาย CE

 

สินค้าที่อยู่ในข่ายต้องใช้เครื่องหมาย CE
มีสินค้า 23 กลุ่ม ซึ่งจะต้องมีเครื่องหมาย CE จึงจะสามารถวางจำหน่ายและเคลื่อนย้ายภายในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ได้ ซึ่งรวมถึงสินค้านำเข้าด้วย และในแต่ละสินค้าจะมีกฎหมายเฉพาะสินค้า หรือที่เรียกว่า Product Directives ซึ่งให้รายละเอียดข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละสินค้า (technical specifications) ที่กำหนดขึ้นมาจากมาตรฐานความสอดคล้อง (Harmonized Standards) ขององค์การมาตรฐานต่างๆ ในยุโรป อาทิ European Committee for Standardization (CEN), European Committee for Electrotechnical Standardization (CENELEC) เป็นต้น โดยสินค้าที่ต้องมีเครื่องหมาย CE มีดังนี้

 

  1. ระบบและอุปกรณ์เกี่ยวกับการจัดการจราจรทางอากาศ ซึ่งรวมถึงระบบการสื่อสาร ระบบการตรวจสอบ
    ระบบการให้ความช่วยเหลืออัตโนมัติในการควบคุมการจราจรทางอากาศ และระบบการให้ทิศทาง รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/65/EEC ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537
  2. อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จุดไฟโดยใช้แก๊ส ซึ่งหมายถึงเครื่องใช้ทุกชนิดที่ใช้ในการทำอาหาร ทำความร้อน ผลิตน้ำร้อน ตู้เย็น แสงสว่าง หรือซักล้าง และที่ซึ่งระดับอุณหภูมิของน้ำไม่เกิน 105 องศาเซลเซียส รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/396/EEC ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มกราคม 2539
  3. ระบบการติดตั้งเคเบิลสำหรับบรรทุกผู้โดยสาร รายละเอียดปรากฏใน Directive 2000/9/EC แต่ยังไม่มี
    ผลใช้บังคับทางกฎหมาย
  4. อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า หรือโวลต์ต่ำ ซึ่งรวมถึง อุปกรณ์ที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้กับระดับแรงดันไฟฟ้าระหว่าง 50-1,000 โวลต์ หรือ 75-1,500 โวลต์ รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากที่ใช้ภายในประเทศและเชิงพาณิชย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 73/23/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2540
  5. ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการก่อสร้าง รายละเอียดปรากฏใน Directive 89/106/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่
    เดือนมิถุนายน 2534
  6. อุปกรณ์และระบบป้องกันสำหรับการใช้ในบรรยากาศที่อาจเกิดการระเบิด ซึ่งหมายถึง เครื่องจักรหรือ
    อุปกรณ์ที่สามารถทำให้เกิดการระเบิดผ่านแหล่งกำเนิด ที่ทำให้เกิดการเผาไหม้และระบบป้องกันนี้ถูกออกแบบให้สามารถระงับการระเบิดนั้นได้ รายละเอียดปรากฏใน Directive 94/9/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2546
  7. วัตถุระเบิดสำหรับพลเมืองใช้ ซึ่งถูกนิยามรายละเอียดในเอกสารข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติว่า
    ด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/15/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2546
  8. ภาชนะหุงต้มน้ำร้อน (ปริมาณระหว่าง 4 กิโลวัตต์ ถึง 400 กิโลวัตต์ เผาไหม้โดยของเหลวหรือเชื้อเพลงแก๊ส) รายละเอียดปรากฏใน Directive 92/42/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2541
  9. ตู้เย็นและเครื่องทำความเย็นใช้ภายในครัวเรือน รายละเอียดปรากฏใน Directive 96/57/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนกันยายน 2542
  10. ลิฟต์สำหรับขนผู้โดยสารหรือสินค้า รายละเอียดปรากฏใน Directive 95/16/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2542
  11. เครื่องจักรกลทุกชนิดที่มีส่วนประกอบใช้ในการแปรรูป รักษา เคลื่อนย้าย หรือการบรรจุหีบห่อวัสดุรายละเอียดปรากฏใน Directive 1998/37/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2538
  12. อุปกรณ์เกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศ รายละเอียดปรากฏในDirective 96/98/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2541
  13. เครื่องมือทางการแพทย์ หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการวินิจฉัย การ ป้องกัน การติดตาม การรักษา หรือการบรรเทาโรค การบาดเจ็บ หรือความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งรวมถึงการทดแทนแขนขา หรือข้อต่อ และการคุมกำเนิด รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/42/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2541
  14. เครื่องมือทางการแพทย์เกี่ยวกับการฝังที่มีลักษณะเป็นกัมมันตภาพรังสี ซึ่งรวมถึงเครื่องมือที่อาศัยแหล่งพลังงานไฟฟ้า หรือ แหล่งพลังงานอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่ผลิตได้โดยตรงจากร่างการมนุษย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/385/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2538
  15. เครื่องมือทางการแพทย์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค หมายถึง เครื่องมือที่ ใช้ในการตรวจสอบสิ่งต่างๆ เช่น เลือด เนื้อเยื่อจากร่างกายมนุษย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 98/79/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546
  16. เครื่องชั่งแบบไม่อัตโนมัติ หมายถึง เครื่องชั่งที่ต้องมีผู้ควบคุมเครื่องใน กระบวนการชั่ง รายละเอียดปรากฏ
    ใน Directive 90/384/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2546
  17. อุปกรณ์ป้องกันตัวส่วนบุคคล หมายถึง เครื่องมือใดๆ ที่บุคคลใช้ใน การป้องกันความปลอดภัยหรือต่อต้าน
    สิ่งที่เป็นอันตราย รายละเอียดปรากฏใน Directive 89/686/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2538
  18. อุปกรณ์เกี่ยวกับแรงดัน ซึ่งรวมถึงท่อ หรืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัย และอุปกรณ์/ส่วนประกอบเกี่ยวกับแรงดันทุกชนิด รายละเอียดปรากฏใน Directive 97/23/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2545
  19. อุปกรณ์เกี่ยวกับวิทยุ และอุปกรณ์เกี่ยวกับสถานีโทรคมนาคม รายละเอียดปรากฏใน Directive1999/5/EC ซึ่งในแต่ละตัวสินค้ามีผลใช้ บังคับทางกฎหมายในระยะเวลาที่แตกต่างกัน
  20. เรือขนาดความยาวของลำเรือตั้งแต่ 2.5 – 24 เมตร ที่ใช้สำหรับการ กีฬา หรือ การพักผ่อนรายละเอียดปรากฏใน Directive 95/25/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2541
  21. ท่อแรงดัน ซึ่งรวมถึงท่อเชื่อมโลหะที่นำมาใช้บรรจุอากาศ หรือ ไนโตรเจน ณ ความดันที่เกินกว่า 0.5 บาร์รายละเอียดปรากฏใน Directive 87/404/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2535
  22. ของเล่น หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบและทำให้สำหรับเด็กอายุ ไม่เกิน 14 ปีเล่น รายละเอียดปรากฏใน Directive 88/378 ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มกราคม 2533
  23. ระบบรถไฟภายในยุโรป รายละเอียดปรากฏใน Directive 96/48/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปกำลังอยู่ระหว่างเตรียมการออกกฎระเบียบเครื่องหมาย CE สำหรับสินค้าโลหะมีค่า และ หลอดไฟเรืองแสง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว EU Directives จะให้ระยะเวลาผ่อนผันกับผู้ประกอบการในการ ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎระเบียบนั้น แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันแล้ว ผู้ผลิตจะต้องใช้เครื่องหมาย CE กำกับ บนสินค้า จึงจะสามารถวางขายได้ในตลาดยุโรป


 

การใช้เครื่องหมาย CE
ผู้ผลิต หรือ ตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจของสินค้าที่ต้องมีเครื่องหมาย CE กำกับ จะเป็นผู้รับผิดชอบในรับรองว่าสินค้านั้นเป็นไปตามข้อกำหนดในกฎระเบียบ หรือ Directive ที่เกี่ยวข้อง โดยทั่วไปสมาชิกแต่ละประเทศในกลุ่มเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ EEA จะดำเนินการออกกฎระเบียบภายในประเทศ เพื่อให้ข้อกำหนดมีผลใช้บังคับภายในประเทศของตน และผู้ผลิตภายในประเทศกลุ่ม EEA รวมทั้งผู้ผลิตในประเทศอื่นๆ ที่ต้องการส่งออกสินค้าเข้าไปขายในเขตเศรษฐกิจยุโรป จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎระเบียบนั้น โดยไม่สามารถอ้างมาตรฐานที่แต่ละประเทศกำหนด เช่น มาตรฐาน สมอ. ในประเทศไทย มาปฏิเสธการเคลื่อนย้ายสินค้านั้นได้

 

สิ่งสำคัญเริ่มแรกในการใช้เครื่องหมาย CE คือ
การพิจารณาว่าสินค้าของตนเองนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของ
Directive ฉบับใด และค่อยเริ่มทำความเข้าใจในรายละเอียดของข้อกำหนดในกฎระเบียบของสินค้านั้น โดยอาจศึกษาจากเอกสารแนะแนว (Guidance booklets) ของ Directives แต่ละฉบับ ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ทางเว็ปไซต์ของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เช่น ในสหราชอาณาจักรสามารถเรียกดูได้จากเว็ปไซต์ของกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมที่ www.dti.gov.uk ซึ่งมีหน่วยงาน Standards and Technical Regulations Directorate (STRD) เป็นผู้ดูแล หรือ British Standards Institution เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสามารถติดต่อขอรับบริการได้จากหน่วยงานให้การรับรองเครื่องหมาย CE (Notified/Approved/Competent Bodies) เพื่อให้ได้มาซึ่งใบรับรองการใช้เครื่องหมาย CE ของสินค้า หรือ Product Certificate of Registration for CE Marking เช่น บริษัท SGS (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งถือเป็นหน่วยงาน Third party ที่สามารถติดเครื่องหมาย CE ได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องให้หน่วยงานในสหภาพยุโรปรับรอง ยกเว้นสินค้าที่มีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้สูง จึงจำเป็นจะต้องให้หน่วยงานในสหภาพยุโรปที่กำกับดูแลสินค้าดังกล่าวโดยเฉพาะ เป็นผู้ให้การรับรองก่อนอนุญาตให้วางจำหน่ายได้ในกลุ่มประเทศ EEA อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ติดเครื่องหมาย CE จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเดือดร้อน หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้สินค้าดังกล่าว ทั้งนี้ ข้อกำหนดเกี่ยวกับเครื่องหมาย CE ในกฎระเบียบแต่ละฉบับจะกำหนดขั้นตอนดำเนินการให้กับผู้ผลิต และ ความรับผิดชอบจะถูกส่งผ่านไปยังผู้นำเข้าเมื่อสินค้าถูกนำเข้ามายังประเทศในเขตเศรษฐกิจยุโรปแล้ว

 

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยบางรายการ จำเป็นต้องมีใบรับรองผ่านการทดสอบ หรือ Testing Certification ยกตัวอย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า จำเป็นต้องผ่านการทดสอบด้านการใช้งาน (functional test) ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม (environmental test) ความปลอดภัยต่อผู้ใช้ (product safety test) รวมทั้งการทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ต่อผู้ใช้ โดยการทดสอบเหล่านี้จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปใน Directive ฉบับที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า จึงจะสามารถติดเครื่องหมาย CE บนสินค้าก่อนส่งออกไปขายในตลาดยุโรปได้ สำหรับการวางเครื่องหมาย CE นั้น ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบแต่ละฉบับว่าจะอนุญาตให้วางเครื่องหมาย CE ไว้ตรงส่วนใดของสินค้า เช่น บนตัวสินค้า บนบรรจุภัณฑ์ และบนเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น คู่มือการใช้สินค้า เป็นต้น 

 

แหล่งที่มา : http://www.tnsc.com/html/content/view/359/63/1/1/

Copyright @ 2007 by industrychannel.com